Sunday, September 09, 2007

บทความที่ ๖๓: ขยายพื้นที่แห่งความสุข



โดย พูลฉวี เรืองวิชาธร
เครือข่ายจิตตปัญญาศึกษา ContemplativeEducation@yahoo.com
คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๐

บรรยากาศช่วงวันสุดท้ายของการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาวิทยากรกระบวนการทางจิตวิญญาณขั้นต้น สำหรับ ๒๘ ชีวิตซึ่งเป็นบุคลากรทางด้านสาธารณสุขเครือข่ายโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชนั้นอบอวลไปด้วยน้ำตาแห่งความปิติสุข ความเมตตา การให้อภัย ความคิดถึงและความอาลัยที่ต้องล่ำลาหลังจากผ่านการร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน ระยะเวลาเพียงแค่ ๕ ครั้งๆ ละ ๔ วัน (ช่วงระหว่างพฤษภาคม ถึงสิงหาคม ๒๕๕๐) ทำไมหนอเราจึงผูกพันกันได้อย่างลึกซึ้งเพียงนี้? เป็นเสียงของผู้เข้าร่วมอบรมบอกเล่ากับเพื่อนๆ ที่เข้าอบรมด้วยกันระหว่างการกอดกันด้วยสัมผัสแห่งรักก่อนลาจาก

ผู้เขียนเป็นหนึ่งในทีมงานที่จัดกระบวนการและร่วมเรียนรู้ไปด้วยกันกับกลุ่มทั้ง ๕ ครั้ง สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวเองและกลุ่มได้อย่างชัดเจนในด้านทักษะพื้นฐานของการเป็นวิทยากรกระบวนการทางจิตวิญญาณ(จะขอเรียกสั้นๆ ว่ากระบวนกร) คือ การรับฟังอย่างลึกซึ้ง การเปิดใจกว้างไม่ด่วนตัดสินถูกผิด การจับประเด็นทั้งเนื้อหาสาระและอารมณ์ความรู้สึก การตั้งคำถามลงลึกต่อเนื่องเชื่อมโยงอย่างมีพลังเพื่อกระตุ้นให้ผู้ตอบได้หันกลับมาคิดใคร่ครวญภายในอย่างลึกซึ้ง การใช้กระบวนวิธีคิดที่เป็นระบบสอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนรู้ เนื้อหา และกิจกรรมผ่านประสบการณ์ตรง ในด้านพฤติกรรมการแสดงออกของแต่ละท่านและความสัมพันธ์ระหว่างกันที่เห็นเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน คือ ความเชื่อมั่นว่าตนทำได้ อีกทั้งความไว้วางใจระหว่างกันในกลุ่ม การเกิดขึ้นของจิตสาธารณะหรือจิตใหญ่ของแต่ละคน การแบ่งปันช่วยเหลือเกื้อกูลกันโดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นใครมาจากไหน การสะท้อนสิ่งที่เพื่อนควรปรับปรุงด้วยภาษาแห่งความกรุณา การให้อภัยเวลาผิดพลาดพลั้งเผลอ ในด้านอารมณ์ความรู้สึกนั้นสังเกตได้ว่าแต่ละท่านมีความสงบนิ่ง มีสติเท่าทันกับสิ่งที่ตัวเองกระทำได้เร็วขึ้นถึงแม้บางครั้งจะผิดพลาดบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์

นอกจากนี้ตัวผู้เขียนเองสัมผัสได้ถึงความสุข ความอิ่มเอิบใจ ความมั่นใจในตัวเอง และความไว้วางใจที่เพิ่มมากขึ้นในทีมงานว่าเราทำได้ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงที่กล่าวมาทั้งหมดก็ยังเป็นเพียงหน่ออ่อนที่ต้องได้รับการใส่ใจดูแล ได้รับการรดน้ำพรวนดินอยู่เสมอ การเปลี่ยนแปลงระดับนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ต้องรอการตอกย้ำด้วยการเอาไปใช้หรือพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในชีวิตประจำวัน นี้แลการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งและยั่งยืนจึงจะเริ่มเป็นจริง

ในสังคมปัจจุบันนั้นต้องการความรวดเร็วสำเร็จรูปและง่ายไปเสียทุกอย่าง แม้กระทั่งการเรียนรู้หลายคนในสังคมก็คิดว่าการเรียนรู้จากการอบรมครั้งหรือสองครั้งก็น่าจะทำให้คนหรือองค์กรเปลี่ยนแปลงในทางที่ต้องการ เช่น คนต้องเปลี่ยนพฤติกรรมความคุ้นชินที่ไม่น่ารักให้น่ารักขึ้น คนในองค์กรต้องมีความรับผิดชอบต่อองค์กร หรือต้องการให้คนในองค์กรมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน รักกัน สามัคคีกันฯลฯ เมื่อหลังจากเสร็จสิ้นการอบรม สำหรับผู้เขียนเองเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลา แม้แต่การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายยังต้องใช้เวลา เช่น ถ้าคุณกำลังเคลื่อนย้ายจากสภาพอากาศแบบหนึ่งไปอยู่ในสภาพอากาศอีกแบบ ร่างกายยังต้องใช้เวลาในการปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ ในทำนองเดียวกันการปรับจิตใจต้องใช้เวลา เพราะจิตมีความซับซ้อนมากซึ่งคุณต้องยอมรับและเผชิญกับการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปรภายในอย่างรู้เท่าทัน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้นเราอาจจำเป็นต้องใช้วิธีการอันหลากหลายและทดลองทำซ้ำอย่างต่อเนื่องจนจิตใจเกิดความคุ้นเคยใหม่ซึ่งจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนทีละเล็กทีละน้อย นอกจากความมุ่งมั่นตั้งใจของคนคนหนึ่งที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วนั้นยังต้องอาศัยเหตุปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบกันทั้งปัจจัยในระหว่างกระบวนการเรียนรู้ และหลังจากออกไปดำเนินชีวิตประจำวัน สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับผู้เขียนในการเปลี่ยนแปลงตนเองระหว่างการเรียนรู้ คือ ความไว้วางใจ ทั้งในตัวเราเองว่าเราทำได้ การได้รับความไว้วางใจและกำลังใจจากคนรอบข้าง มีหลายครั้งที่เราคิดว่าทำไม่ได้แต่พอได้รับกำลังใจและความไว้วางใจเราก็จะพยายามทำและเห็นผลการเปลี่ยนแปลงที่ต้องการ

ในระหว่างกระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงตนเองนั้น ความไว้วางใจเป็นปัจจัยสำคัญมากที่ทำให้ผู้เข้าร่วมอบรมกล้าที่จะเปิดใจยอมรับจุดเปราะบางของตัวเอง กล้าที่จะเผชิญกับเรื่องราวบางสิ่งบางอย่างที่ค้างคาใจ ถูกเก็บงำมาตลอดชีวิตและยังไม่ได้คลี่คลาย กล้าแม้กระทั่งปล่อยให้น้ำตาไหลรินอาบแก้มในที่สาธารณะต่อหน้าผู้เข้าร่วมอบรมด้วยกันซึ่งโดยปรกติหากเราไม่ได้ไว้วางใจกันมากพอเราคงไม่กล้าที่จะเปิดเผยหรือแสดงตัวตนที่แท้จริงของเราออกมาให้คนอื่นเห็น สำหรับผู้เขียนการกล้าที่จะเผชิญกับตัวตนที่แท้จริงของเรานั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างสำคัญยิ่ง

ความไว้วางใจระหว่างผู้เรียนรู้ด้วยกันหรือกับกระบวนกรนั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาเองลอยๆ แต่ทุกคนในกระบวนการเรียนรู้ต้องร่วมกันสร้าง โดยเริ่มจากกระบวนกรเองต้องจัดกระบวนการที่หลากหลายง่ายต่อการเรียนรู้ปฏิบัติได้ไม่ซับซ้อน หากคล้ายคลึงกับสถานการณ์ในชีวิตจริงก็จะทำให้เห็นแง่คิดและมุมมองได้ง่าย ได้สัมผัสถึงอารมณ์ความรู้สึก เหมาะสมกับกลุ่มผู้เรียน มีการรับฟังซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้งไม่ด่วนตัดสินและการมีส่วนร่วมของทุกคนบนบรรยากาศเป็นกันเองเอื้ออาทรระหว่างกัน ส่วนตัวผู้ร่วมเรียนรู้เองก็ต้องเปิดใจพร้อมที่จะเรียนรู้และรับฟังผู้อื่นอย่างแท้จริงด้วย

ปัจจัยในการเปลี่ยนแปลงตนเองที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งคือ เมื่อจบการอบรมและออกไปดำเนินชีวิตประจำวันแล้วทำอย่างไรเราจะสร้างโอกาสให้กับตัวเองในการทดลองใช้สิ่งต่างๆ ที่ได้เรียนรู้มาในระหว่างการอบรม เพราะหากเราไม่มีโอกาสได้ทดลองใช้จริงอย่างสม่ำเสมอความคุ้นชินเดิมๆ ก็จะกลับเข้ามาหาเราอย่างรวดเร็ว อีกทั้งการมีกลุ่มมีเพื่อนคอยช่วยเหลือให้กำลังใจคอยตักเตือนกันก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้เราเกิดการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วและยั่งยืนมากขึ้น

จากการที่ผู้เขียนได้มีโอกาสจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับบุคคลที่แตกต่างหลากหลาย ต่างองค์กร ต่างอาชีพ และจากประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงตัวเองนั้น ผู้เขียนได้ตระหนักว่าการที่คนคนหนึ่งเรียนรู้เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถของมนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ และผลที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงก็คุ้มค่ากับต้นทุนที่ต้องเสียไป จึงขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านที่กำลังสร้างโอกาสในการเปลี่ยนแปลงตนเองอยู่ขณะนี้ แล้วเราจะได้พบกับพื้นที่แห่งความสุขที่กว้างใหญ่ไพศาล

Sunday, September 02, 2007

บทความที่ ๖๒: หลอมรวมและเพิ่มพูน



โดย วรรณา จารุสมบูรณ์
เครือข่ายจิตตปัญญาศึกษา ContemplativeEducation@yahoo.com
คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๐

เชื่อหรือไม่ว่ารูปแบบการสัมมนาบุคลากรในหลายๆ องค์กรเดี๋ยวนี้ ได้กลายเป็น “ยาขม” ของคนทำงานจำนวนมาก เพราะถูกทำให้เป็นเวทีแก้ตัวของผู้บริหารที่เรียกร้องให้ลูกน้องทำสิ่งต่างๆ มากมายจนเกินพอดี บ้างเป็นเวทีตะล่อมกล่อมเกลาให้บุคลากรอยู่ในร่องในรอยที่ควรจะเป็น บ้างก็กลายเป็นเวทีให้เกิดการประจบสอพลอจนออกนอกหน้า ซึ่งหลายองค์กรก็มักทำตามๆ กันมา จนเป็นวัฒนธรรมขององค์กรไปเสียแล้ว ครั้นจะทำอะไรที่แหวกแนวออกไปก็กลัวว่าเจ้านายจะไม่ปลื้ม บางคนเกรงว่าหากเสนอไปแล้วตัวเองจะต้องมาแบกรับ ก็เลยทนๆ กันไป การสัมมนาบุคลากรทุกวันนี้ ถ้าไม่เล่นเกมบ้าบอคอแตก ก็นั่งอุดอู้อยู่แต่ในห้องประชุมทั้งวัน จนไม่รู้ว่าจะไปสัมมนาที่ต่างจังหวัดให้เมื่อยทำไม

ผู้เขียนเพิ่งกลับมาจากการสัมมนาบุคลากรของโครงการฯ ที่ จ.สมุทรสงคราม เป็นการสัมมนารูปแบบใหม่ที่อาจจะต่างไปจากขนบเดิมๆ ที่หลายคนคุ้นเคย แต่ก็ทำให้ทุกคนได้เรียนรู้และรู้จักกันและกันมากขึ้นกว่าแต่ก่อน อย่างน้อยก็เป็นช่วงเวลาดีๆ ที่เราได้แบ่งปันทุกข์สุขร่วมกัน

แม้บางคนอาจจะรู้สึกแปลกๆ ทว่าการได้ทดลองทำสิ่งใหม่ก็ช่วยให้เขาเห็นแง่มุมที่ต่างออกไป

ก่อนไปมีน้องๆ แอบบ่นว่าไม่อยากไปเลย เพราะไม่อยากเครียด ไม่อยากนั่งอุดอู้ในห้องประชุม แอบหลับก็ไม่ได้ กินข้าวก็ไม่อร่อยเพราะมีผู้ใหญ่ไปด้วย ผู้เขียนเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่เราจะหย่อนแนวคิดและวิธีการใหม่ๆ ให้คนในองค์กรได้ทดลองชิม ไม่มีอะไรต้องกังวล เพราะถึงไม่เวิร์กก็ยังได้เรียนรู้อยู่ดี

ผู้เขียนเริ่มร่างกำหนดการคร่าวๆ เพื่อเชิญชวนให้น้องๆ อยากไป โดยใส่กิจกรรมหลักๆ ไว้ แล้วให้ทุกคนได้มีโอกาสเพิ่มเติมสิ่งที่ตนเองอยากทำลงไปด้วย จนดูเหมือนโปรแกรมพักผ่อนสุดสัปดาห์เข้าไปทุกที น้องบางคนแอบกระซิบถามว่า “พี่จะทำตามนั้นจริงๆ หรือเปล่า” ผู้เขียนก็ตอบว่า “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” น้องคนเดิมยังขมวดคิ้วไม่แน่ใจ “แล้วเค้า (แหล่งทุน) จะยอมให้เราทำแบบนี้เหรอ” ผู้เขียนหัวเราะพลางตอบไปว่า “ก็ถ้าโปรแกรมใหม่ที่ว่าสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการสัมมนาอย่างที่เราต้องการ มันจะมีปัญหาตรงไหน”

หลังจากที่ส่งเมล์เชิญชวนคณะทำงานและกรรมการทุกท่านไปสัมมนาด้วย กรรมการบางท่านบอกว่า “กิจกรรมน่าสนุกจัง โดยเฉพาะหนังสือทำมือเนี่ย พี่ไม่เคยทำเลย อยากทำบ้างจัง”

“ใครออกแบบกิจกรรมอะ น่าสนุกเนอะ แล้วพวกเราทำกันเองเหรอ” สารพัดคำถามและข้อสงสัย ซึ่งเป็นสัญญาณบวกว่า การได้ทดลองทำสิ่งใหม่ ช่วยสร้างความกระตือรือร้นให้เกิดขึ้นได้แบบง่ายๆ

ผู้เขียนแอบยิ้มในใจ “ได้การล่ะ” ถือว่าสิ่งที่ตั้งใจบรรลุไปกว่าครึ่งแล้ว เพราะกิจกรรมจะวิเศษเลอเลิศขนาดไหน แต่ถ้าคนเข้าร่วมไม่อยากไปล่ะก็เป็นอัน “จบกัน” มาสัมมนาเที่ยวนี้ผู้เขียนตั้งวัตถุประสงค์ไว้เพียง 2 ข้อ ข้อแรก “มาจูนเครื่องให้ตรงกัน” หรือใกล้เคียงกันให้มากที่สุด เพราะบางคนรับผิดชอบเฉพาะส่วนอาจมองไม่เห็นภาพรวม บางคนเห็นภาพรวมแต่ไม่รู้รายละเอียด ก็เลยไม่รู้จะช่วยกันอย่างไร เพราะฉะนั้นการรับรู้เป้าหมาย ทิศทางและแนวทางในการทำงานร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมากสำหรับการสร้างทีมงานและการบรรลุเป้าหมายของโครงการ วัตถุประสงค์ข้อสอง “มารู้จักกันมากขึ้น” โดยสร้างสัมพันธภาพในแนวราบ เพราะบ่อยครั้งเวลามุ่งผลสำเร็จของงานเราอาจเผลอใช้อำนาจหรือความสัมพันธ์ที่เป็นทางการในการกำกับดูแลจนละเลยความรู้สึกหรือมิติด้านจิตใจและจิตวิญญาณของคนทำงานโดยไม่รู้ตัว การสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการจะช่วยลดช่องว่างเหล่านี้ได้ ทำให้ “รู้เขา รู้เรา” มากขึ้น เป็นการเสริมศักยภาพในการทำงานและเพิ่มพลังบวกให้กับคนในองค์กร

จากวัตถุประสงค์ทั้ง 2 ข้อ ผู้เขียนเอามาออกแบบกิจกรรมสัมมนา 2 วัน แบบชิลชิล คือ กำหนดช่วงเวลาพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับโครงการด้วยคำถามง่ายๆ เพียง 1 ใน 3 ของเวลาทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นกิจกรรมผ่อนคลาย ได้ชื่นชมธรรมชาติ รับประทานอาหารร่วมกัน ได้ใคร่ครวญเกี่ยวกับตัวเอง และทำอะไรบางอย่างร่วมกัน เช่น ทำหนังสือทำมือ วาดรูป ระบายสีน้ำบนปกหนังสือด้วยตนเอง ฯลฯ

ผู้เขียนชอบกิจกรรมทำหนังสือทำมือแบบเย็บกี่ ซึ่งทำให้เรารู้จักเพื่อนร่วมงานของเรามากขึ้นแบบไม่รู้ตัวหรือโดยไม่ต้องตั้งใจ กิจกรรมนี้แบ่งให้พวกเราทำกันเป็นกลุ่มๆ ละ 2-3 คน แต่อยู่ในบริเวณเดียวกัน ทำกันไป แซวกันไป สลับกับเสียงหัวเราะเป็นช่วงๆ

ระหว่างทำบางคนก็นั่งคุยกระหนุงกระหนิง บ้างก็แหย่เพื่อนตลอดเวลา เห็นถึงความละเอียดลออของเพื่อนคนหนึ่งที่ใช้ไม้บรรทัดวัดระยะให้เท่ากัน ในขณะที่เรากะๆ เอา เห็นอีกคนที่ดูตั้งใจมากจะวาดรูประบายสีบนปกก็ต้องทดลองวาดในเศษกระดาษก่อนวาดจริง บางคนบ่นแล้วบ่นอีกว่าวาดไม่สวย เห็นแต่ข้อติอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่เพื่อนบอกว่าสวยแล้ว บางคนตวัดพู่กันเพียงไม่กี่ทีดูเรียบง่ายแต่ซ่อนความเท่ห์ไม่เหมือนใคร บางคนละเลงไปดูอารมณ์ตัวเองไปเรื่อยๆ บางคนไม่คิดมากตวัดซ้ายทีขวาทีไปแบบไร้จุดหมายดูไม่ออกว่าเป็นรูปอะไร แต่สีสันกลับสะดุดตาชวนมอง บางคนสเก็ตซ์ภาพได้สวยทั้งที่ไม่เคยเรียนศิลปะ ทุกคนล้วนแต่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ผลิตหนังสือทำมือเล่มเดียวในโลกขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ได้เห็นบุคลิกท่าทางและอุปนิสัยในการทำงานของแต่ละคน รวมทั้งได้เห็นน้ำใจและความเอื้อเฟื้อของเพื่อนร่วมงานด้วย

ตอนแรกผู้เขียนคิดในใจว่า พอทำเสร็จแล้วทุกคนก็คงเลิกสนใจ ที่ไหนได้ ปรากฏว่าแต่ละคนกลับเจียดเวลามาตกแต่งผลงานของตนเองให้ดูสวย คนที่ทำเสร็จแล้วก็เอามาแสดงให้เพื่อนดู ชื่นชมกันไปมา จนคนที่ไม่คิดว่าจะทำก็ยังอยากมีเป็นของตัวเองบ้าง

ส่วนกิจกรรมสุนทรียสนทนาในช่วงกลางคืนก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ผู้เขียนชื่นชอบ เรานั่งคุยกันในศาลาริมน้ำท่ามกลางแสงดาวและแสงเดือน แต่ละคนบอกเล่าถึงแรงบันดาลใจในชีวิต ความสุขและความทุกข์ในปัจจุบัน เป็นช่วงเวลาดีๆ ที่ได้รู้จักที่มาที่ไปของกัน เห็นถึงสิ่งที่เป็นอุดมคติในชีวิต สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ได้รับรู้ถึงสัมพันธภาพในครอบครัวของบางคนที่ไม่ได้หวานชื่นตลอดเวลา ได้รับรู้ถึงจิตวิญญาณกล้าหาญและพลังใจที่เข้มแข็งยามเมื่อเผชิญความเจ็บป่วย ได้ชื่นชมความดีงามท่ามกลางกองทุกข์ของชีวิต ได้สัมผัสความรู้สึกที่แบกรับแต่ไม่ท้อถอยของคนตัวเล็กๆ ที่มักถูกมองข้าม ได้เห็นถึงความถ่อมตนและศิโรราบให้กับความไม่รู้ ที่สำคัญทำให้เราค้นพบว่า ทุกคนล้วนแต่น่าชื่นชมและเคารพได้ทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว อดคิดไม่ได้ว่าบ่อยครั้งที่เราก็สนใจงานมากกว่าคน คาดหวังให้เขาทำงานให้ดีที่สุดเพื่ออุดมคติที่เราสร้างขึ้น แต่เรากลับทำร้ายจิตใจเขาเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว ทั้งๆ ที่คนเหล่านี้คือเพื่อนร่วมทุกข์ คือมิตรร่วมทางที่เราควรใส่ใจและดูแล

Sunday, August 26, 2007

บทความที่ ๖๑: ไม่ถึงใจ



โดย ธีระพล เต็มอุดม
เครือข่ายจิตตปัญญาศึกษา ContemplativeEducation@yahoo.com
คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๐

หญิงสาวยืนเข้าคิวรอชำระค่าสินค้าที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ในซุปเปอร์มาร์เก็ตทันสมัยใกล้ๆ ที่ทำงาน หลังจากเธอยื่นบัตรเครดิตและบัตรสมาชิกให้ในเวลาชั่วอึดใจ สิ่งของสารพันก็ถูกพนักงานจัดใส่ลงในถุง พร้อมยื่นใบเสร็จระบุรายการสินค้า จำนวนเงิน และข้อความว่า

“ขอบคุณค่ะ คุณวิลาสินี วันนี้คุณได้ประหยัดจากส่วนลด 12 บาท คะแนนสะสมของคุณคือ 650 คะแนน”

เย็นวันเดียวกันนั้น ชายหนุ่มยังนั่งเอาตัวสบายอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เขากำลังดูเวบไซต์จำหน่ายหนังสือออนไลน์ บนจอภาพมีรายชื่อหนังสือแนะนำแหล่งท่องเที่ยวที่เขาสนใจ พร้อมข้อความต้อนรับว่า

“ยินดีต้อนรับ คุณสุปรีดา เราขอแนะนำแพ็คเกจทัวร์สุดคุ้ม และประกันเบี้ยต่ำสำหรับนักเดินทาง”

เขาและเธอทั้งสองคนกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่พวกเราส่วนใหญ่ในยุคสมัยนี้พบเจอกันจนเป็นปกติและชินชาไปแล้ว ท่ามกลางภาวการณ์แข่งขันนำเสนอสินค้าและบริการอย่างดุเดือดในตลาดเสรี เหล่าธุรกิจใหญ่น้อยนับแต่บรรษัทข้ามชาติจนถึงบริษัทขนาดเล็กในประเทศต่างพากันหาหนทางเข้าถึงลูกค้าและชักจูงใจให้เขามาซื้อสินค้ามาใช้บริการของตนให้จงได้ ดูเหมือนลำพังตัวสินค้าและงบโฆษณาจะไม่มีผลมากพออีกต่อไป

องค์กรน้อยใหญ่หันมาเข้าหาลูกค้าด้วยกลยุทธใหม่ชื่อ CRM ย่อจากชื่อเต็มๆ ว่า Customer Relationship Management ด้วยสมมติฐานว่าหากรู้และเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าแต่ละราย จะทำให้สามารถเสนอขายผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจและเป็นไปตามความต้องการของลูกค้า ณ เวลานั้นได้มากที่สุด ได้ดีที่สุด สิ่งที่ตามมาคือระบบการจัดเก็บข้อมูลการจับจ่ายไว้ประเมินทำนายความชอบและนิสัยการซื้อ เกิดการสำรวจทัศนคติความพึงพอใจต่อสินค้าและบริการ มีการฝึกอบรมให้บุคลากรของตนตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างรวดเร็วทันใจและถูกต้องไม่ผิดพลาด

รับประกันได้เลยว่าพนักงานจะเอ่ยทักทายชื่อลูกค้าได้ถูกต้อง เสนอของที่ลูกค้าชอบ และมีโปรโมชั่นที่โดนใจ ทั้งหมดนี้เพียงแค่มองดูจอคอมพิวเตอร์

แต่สิ่งที่เราพบคือ ใบหน้าที่เรียบเฉยของเขา ข้อมูลส่วนตัวของเราบนจอภาพ รายการสินค้าบริการเกินความต้องการ และทั้งหมดเป็นแค่อีกเรื่องในชีวิตที่ผ่านเลยไป

อะไรที่ออกแบบมาแล้วเป็นอย่างดี มีระบบ เป็นเหตุเป็นผล เหมาะเจาะเหมาะสมกับคนในวัยและระดับการศึกษาของเรา น่าจะทำให้เรารับรู้ ประทับใจ เข้าใจและยอมรับ ไม่ใช่หรือ?


ชายชาวแคนาดาวัย 20 ปีผู้หนึ่งซึ่งไม่นับถือศาสนาใด เชื่อมั่นในการโต้เถียงด้วยหลักการและเหตุผล เขาได้พบสุภาพสตรีวัยกลางคนผู้ยิ้มแย้มและมุ่งมั่นคนหนึ่ง เธอมายืนกดออดประตูหน้าบ้าน บอกว่าเป็นอาสาสมัครมาแนะนำเรื่องจิตวิญญาณให้ เขาแสนจะดีใจเมื่อได้โต้เถียงเอาชนะเธอด้วยหลักการทางศีลธรรม ปรัชญา ศาสนาในเวลาเพียง 15 นาที

แต่เธอกลับไม่ยอมแพ้ บอกว่าการช่วยเหลือคนอื่นยังเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับเธอ ตัวเธอนั้นเคยเจอทุกข์มามากจนได้พบความสงบและมีความสุขมากขึ้นในปัจจุบัน ดังนั้น เธอยืนยันขอพาผู้มีประสบการณ์มากกว่ามาหาเขา

เขาตอบรับด้วยความยินดีและพบว่าในอีกอาทิตย์ต่อมา เพื่อนบัณฑิตผู้นั้นของเธอที่มีความรู้มากกว่าก็พลาดพลั้งเปิดช่องโหว่ให้เขาตีโต้จนพ่ายแพ้ แม้กระนั้นเธอก็ยังไม่ท้อ ขอพาผู้อาวุโสที่สุดในองค์กรมาพบ

เมื่อถึงวันนัด เป็นวันพายุหิมะพัดแรงจัด เขาพบว่าคนที่เธอพามานั้นช่างเป็นคนลวงโลก มีแต่ตั้งใจจะเรี่ยไรเงินบริจาค ขาดความรู้ความเข้าใจที่แท้ในเรื่องศีลธรรมและจิตวิญญาณ เขาประณามชายผู้นี้ต่อหน้าเธอว่าเป็นคนลวงโลกและไม่มีความรู้ เขาได้ความสะใจและดีใจในชัยชนะ

แต่เมื่อเธอลากลับ วินาทีนั้นที่เขาได้เห็นใบหน้าที่บ่งบอกความล้มเหลวสิ้นหวัง สายตาวิงวอนและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส เขาถามตัวเองว่าได้ทำอะไรตอบแทนความพยายามในการเตรียมตัวหลายอาทิตย์ของเธอเพียงเพื่อจะช่วยไถ่จิตวิญญาณแก่เขา ไม่มีแม้คำขอบคุณและสำนึกในน้ำใจ

หลังจากนี้อีก ๔๐ ปีต่อมา เขาต้องการบอกสุภาพสตรีคนนั้นให้รู้ว่า เธอได้บรรลุภารกิจเปลี่ยนจิตใจเขา โทนี บูซาน ผู้นี้ให้ได้พบว่ามีอะไรที่สำคัญกว่าเหตุผล และหันมาสนใจเรื่องจิตวิญญาณนับแต่นั้นมา


ความพยายามของบริษัทที่ได้รวบรวมข้อมูลและทำความเข้าใจลูกค้าเพื่อเสนอขายสินค้าก็เป็นเช่นเดียวกันกับเรื่องของชายคนนี้ แต่ต่างกันตรงไม่มีสิ่งที่ถ่ายทอดออกจากใจให้เข้าถึงใจ ลูกค้าไม่เคยรู้สึกถึงความสัมพันธ์ ความผูกพันอย่างเพื่อนมนุษย์พึงมีให้กันของคนขาย เห็นก็แต่เพียงระบบที่ละเอียดถูกต้อง จำข้อมูลได้แม่นยำ และก็เท่านั้น รับรู้ เข้าใจ แต่ไม่เข้าถึงใจ เมื่อเข้าไม่ถึงใจก็ไม่ประทับใจ และไม่ยอมรับ

การศึกษาก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนเพื่อประกอบอาชีพหรือเพื่อพัฒนาจิตให้เกิดปัญญา ดังเช่นจิตตปัญญาศึกษาก็ตาม เราอาจจัดคู่มือการเรียนรู้ที่สมบูรณ์แบบ มีอุปกรณ์เครื่องมือเอกสารประกอบการสอนพร้อมสรรพ มีระบบวัดประเมินผลการศึกษาอย่างรอบด้าน ตระเตรียมเค้าโครงเนื้อหาล่วงหน้ามาเป็นอย่างดีไว้ได้

แต่สิ่งเหล่านี้ไม่อาจเป็นหลักประกันได้เลยว่าผู้เรียนจะสามารถรับเอาไปพัฒนาตนเองอย่างสมดุลทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ หรือใช้ดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข

เพราะความรู้ที่ส่งผ่านไปสู่ผู้เรียนนั้น ไม่ว่าวิชาไหน ว่าด้วยเรื่องราวหัวข้ออะไร หากขาดไร้ความสัมพันธ์อย่างเปิดเผยจริงใจ และเป็นกัลยาณมิตรที่ปรารถนาดีต่อกันเสียแล้ว ความรู้นั้นก็เป็นแค่ข้อมูลไปยังผู้เรียนให้รับรู้ได้ ทำความรู้จักเข้าใจ จำข้อมูลนั้นได้ แต่ไม่ถึงใจ เมื่อเข้าไม่ถึงใจก็ไม่เกิดความประทับใจ และไม่อาจเปลี่ยนแปลงจิตใจของเธอและเขาได้อย่างแน่นอน

Sunday, August 19, 2007

บทความที่ ๖๐: ชื่นชมชีวิต



โดย ชลลดา ทองทวี
เครือข่ายจิตตปัญญาศึกษา ContemplativeEducation@yahoo.com
คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐

เมื่อสองเดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสลองทำกิจกรรม “สนทนากับเสียงภายใน” (Voice Dialogue) ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยคุณฮาล และซิดรา สโตน นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน Voice Dialogue เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้เราได้ยินเสียงภายในของตนเองชัดขึ้น เป็นการมองอีกด้านของเหรียญว่า สิ่งเดียวกันที่เรามองเห็นตัวเอง หรือมองเห็นในตัวผู้อื่น หากเรามองอีกด้านอาจจะเห็น กลับตาลปัตรไปได้มากมาย กิจกรรมดังกล่าวนี้ อาจารย์ วิศิษฐ์ วังวิญญู ผู้เป็นกระบวนกร ช่วยนำพาการเดินทางการมองโลกทั้งด้านในและด้านนอก และได้ช่วยให้ผู้เขียนได้มองเห็นตัวเองได้ชัดขึ้น ในเวลาอันสั้น

อาจารย์วิศิษฐ์ ชวนให้เราตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า สิ่งที่เราไม่ชอบในตัวคนอื่น คืออะไร ข้อหนึ่งที่ผู้เขียนได้ออกมา คือ ไม่ชอบคนฟุ่มเฟือย จากนั้น อาจารย์ชวนให้เรามองตัวเองต่อว่า แล้วในมุมกลับกัน ความเป็นตัวเราเองที่ตรงข้ามกับสิ่งนี้ล่ะ คืออะไร ผู้เขียนได้คำตอบที่ไม่ยากเย็นนักว่า คือการรู้จักประหยัด สมถะในการใช้จ่ายหรือบริโภค

คำถามต่อมาที่อาจารย์ชวนให้มอง คือ แล้วถ้าเราจะมองสิ่งนี้ที่เราไม่ชอบในตัวคนอื่น แต่จากมุมมองของเขา เขาจะเรียกหรืออธิบายสิ่งที่เขาทำว่าอย่างไร ผู้เขียนต้องลองมองสิ่งนั้นในเชิงบวกอย่างสุดขั้วดู ในช่วงนี้กระบวนกรจะให้ผู้เข้าร่วมกระบวนการถามความเห็นกันได้ เพื่อหาคำที่น่าจะเป็นไปได้ หรือน่าจะเหมาะสมที่สุด ซึ่งเราโดยลำพังอาจจะไม่กล้าคิดไปถึง และผู้เขียนก็พบว่าเขาคงจะมองตัวเขาเองว่า “ชื่นชมชีวิต” เห็นความน่ารื่นรมย์ในสิ่งต่างๆ และต้องการไปสัมผัสสิ่งเหล่านั้นอย่างชื่นชม

จากนั้น อาจารย์ ชวนให้เราเดินทางต่อไปยังอีกด้านของเหรียญที่ค่อนข้างยาก คือ แล้วในสิ่งที่เราชื่นชมเกี่ยวกับตัวเราเอง ถ้าในมุมที่กลับกันคนอื่นเขาจะมองเห็นสิ่งนั้นในแง่ลบว่าอย่างไร กระบวนการในช่วงนี้ เราต้องอาศัยเพื่อนๆ ที่ร่วมทำกระบวนการด้วยกันช่วยเป็นอย่างมาก เพื่อให้ได้คำที่เป็นไปได้ และอาจจะไปไกลเกินกว่าที่เราจะยอมรับเกี่ยวกับตัวเอง ซึ่งผู้เขียนก็ได้พบคำว่า ตระหนี่ถี่เหนียว ออกมาจากคำแนะนำของเพื่อนๆ

อย่างไรก็ตาม คำที่ผู้เขียนสะดุดใจเหลือเกิน กลับเป็นคำที่มองเชิงบวกต่อผู้ที่บริโภคหรือเสพอย่างฟุ่มเฟือย ว่าเป็นการ “ชื่นชมชีวิต” อาจารย์วิศิษฐ์อธิบายว่า สิ่งที่เราเลือกที่จะไม่ทำ และไม่ชอบในตัวคนอื่นด้วย บางทีก็เป็น “ไพ่ที่เราทิ้งไป” เราไม่ยอมถือไว้ในมือด้วยเหตุผลต่างๆ อาจจะด้วยคำสอนทางปรัชญาที่เรายึดถือศรัทธา แต่ในอีกด้านของเหรียญ มันคือสิ่งที่ขาดหายไปจากชีวิตของเรา เป็น “เงา” (Shadow) ที่เราไม่ได้สังเกตเห็น ตระหนักรู้ หรือยอมรับ การทำกิจกรรม Voice Dialogue จึงช่วยเปิดไพ่ใบนี้ออกมา และช่วยให้เราไม่ตัดสินคนอื่นหรือตัวเองอย่างสุดโต่ง เพราะจริงๆ เรื่องเดียวกันมันมองได้หลายด้าน จากคนที่มองอยู่ซึ่งต่างกันหลายคน ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าใครเลือกที่จะทิ้งไพ่ใบไหน หรือถือไพ่ใบไหนไว้เท่านั้นเอง

เช่นเดียวกับการประหยัด สมถะในการบริโภค ซึ่งดูจะเป็นเรื่องที่ดี น่าภาคภูมิใจ ที่เรามีวินัยในตัวเอง สามารถจะกระทำได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง ก็ไม่ได้หมายถึงว่า เราจะต้องไปไกลถึงขั้นละเลยไม่ชื่นชมชีวิตและความสวยงามต่างๆ รอบตัว

ทำอย่างไรเราจึงจะโอบกอดชีวิตได้อย่างรื่นรมย์ โดยยังคงไม่เสพจนฟุ่มเฟือย และไม่ตัดสินการบริโภคหรือการเสพไปเสียหมดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี หากว่ายังอยู่ในขอบเขตของการสัมผัสและชื่นชมแง่งามของชีวิต โดยไม่เบียดเบียนเดือดร้อนต่อตนเอง ผู้อื่น โลก และธรรมชาติ ทั้งนี้ เป็นเพราะการมีความรักความเมตตาให้แก่ตนเองเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดที่เราจะต้องมี ดังที่ท่านติช นัท ฮันห์ กล่าวไว้ว่า “When you love yourself, you can love others.” เมื่อเรารักตัวเอง เราก็จะสามารถรักคนอื่นได้ด้วย

สิ่งที่น่าหวาดหวั่นเกี่ยวกับการมองเห็นเหรียญเพียงด้านเดียว คือ การตัดสิน ซึ่งมันหมายถึงการตัดอีกด้านที่เป็นไปได้ ของชีวิตให้ขาดหายไปด้วย การใช้ชีวิตเพียงครึ่งเดียว ภายใต้กรอบการมองผ่านแว่นที่จำกัด ทำให้ชีวิตของเราขาดความเป็นธรรมดา ที่เป็นธรรมชาติ และนั่นหมายถึง เราไม่ได้สัมผัสเชื่อมโยงอยู่กับความเป็นจริงของชีวิต ตามที่มันเป็น แต่อยู่กับ “ความคิดเห็น” (opinion) ที่เราพร่ำบอกตัวเอง ว่ามันเป็นจริงอย่างนั้น อย่างนี้ การมองโลกที่บิดเบือน ย่อมจะทำให้ชีวิตของเราบิดเบี้ยวไปด้วย และจิตใจของเรา ก็ไม่มีความสุข เพราะมันบิดเบี้ยวบิดเบือนไปจากสภาวะที่ควรจะเป็น คือ การมองทุกสิ่ง อย่างที่เป็นจริงๆ เผชิญกับชีวิตอย่างตรงไปตรงมา

ที่จริงแล้ว การเดินทางในชีวิตทุกย่างก้าว มีสภาวะที่สดและใหม่ของปัจจุบันขณะอยู่เสมอ หากจะใช้กรอบเดิมๆ กรอบเดียว มากำหนดการก้าวเดินทุกก้าว คงจะเป็นการละเลยการยอมรับความเป็นจริงตามสภาพ

การศิโรราบต่อสภาวะชีวิตอย่างที่เป็น ความพอเหมาะพอดีของแต่ละจังหวะก้าวย่างในชีวิต ขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัยของแต่ละขณะนั้น ว่าควรสละละวางการบริโภคแค่ไหน หรือชื่นชมชีวิตมากน้อยเพียงใด และอย่างไร สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่หากเราเปิดใจเฝ้าดู จะสามารถเลือกดำเนินชีวิตได้ไม่ยากว่า แค่ไหน คือสิ่งที่พอดี พอเหมาะสำหรับตน

ความกล้าหาญที่จะเผชิญกับชีวิตอย่างตรงไปตรงมาดังกล่าวนี้ เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ในสภาวะปรกติ แต่กระบวนการดีๆ เช่น กระบวนการ Voice Dialogue เป็นกระบวนการเชิงจิตตปัญญา (contemplation) ที่ช่วยให้เราได้เรียนรู้ที่จะมองตัวเองและผู้อื่น ด้วยใจ อย่างใคร่ครวญ เป็นกระบวนการที่ช่วยเปิดไพ่ที่ทิ้งไปและคว่ำไว้ ใบนั้นออกมา ช่วยให้เราได้มองเห็นตัวเองและผู้อื่นอย่างเต็มตาและเต็มใจ

การเห็นมากขึ้น ช่วยให้เราเดินทางต่อไปในชีวิตได้ดียิ่งขึ้น การเปิดตาและเปิดใจ ที่จะมองสิ่งต่างๆ ในมุมใหม่ๆ อีกด้าน แม้จะยากเย็น แต่ท้ายที่สุดแล้ว จะทำให้เรามองเห็นทางที่ผ่านมา ที่กำลังก้าวเดินอยู่ และที่อยู่เบื้องหน้า เห็นก้อนหิน และหลุมร่อง ไม่ล้มไม่พลาดตกร่องเดิมๆ อยู่ซ้ำๆ แต่สามารถปรับก้าวย่าง ให้สมดุล พอเหมาะพอควรแก่เหตุปัจจัย และเดินได้อย่างมีความสุข ด้วยความรื่นรมย์และชื่นชมได้มากยิ่งขึ้นต่อไป