โดย เจนจิรา โลชา
เครือข่ายจิตตปัญญาศึกษา
คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๒

ช่วงที่ผ่านมา ดิฉันรู้สึกเหงาจับใจ ความเหงาคงค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในหัวใจอย่างเชื่องช้ามานานแล้ว กว่าจะรู้สึกตัวอีกที น้ำตาก็ไหลรินออกมาขณะที่นั่งรถตู้กลับบ้าน โลกที่เต็มไปด้วยผู้คน แต่ทำไมเรารู้สึกเหงาเศร้าและเดียวดายเหลือเกิน

มองไปทางใดก็มีผู้คนมากมาย แต่คนเหล่านั้นมีตัวตนก็เหมือนไร้ตัวตน มองไม่เห็นความเชื่อมโยงระหว่างเรากับคนอื่น ทุกคนต่างเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน ไม่สามารถเข้าถึงกันได้ ไม่มีใครสนใจใคร ทุกคนต่างมุ่งหน้าก้าวไปยังจุดหมายของตนเอง โดยไม่มีใครเหลือบแลผู้อื่นเลย หรือเป็นเพียงเพราะว่ามนุษย์ใช้ความสัมพันธ์ในการเข้าถึงและเกี่ยวโยงกัน ในขณะที่เราอยู่ท่ามกลางหมู่ชน บนถนน ตรงป้ายรถประจำทาง ในรถตู้ หัวใจก็เริ่มว่างหวิวที่รับรู้ได้ว่า ตัวตนของเราได้สูญหายไป เราไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนเหล่านั้นได้ เราจึงรู้สึกเหงาเท่านั้นเอง

ขณะที่ความเหงาส่งกลิ่นตลบอบอวลในหัวใจ เสียงต่างๆ ก็ดังขึ้นในหัว “โทรหาเพื่อนสิ” “ไปดูหนังดีกว่า” “แวะไปทานข้าวที่บ้านพี่สาวท่าจะดี” เสียงเหล่านี้ต่างเชื้อเชิญให้เราออกจากความเหงา โดยการหันไปทำบางสิ่งบางอย่างแทน ล้วนเป็นสิ่งสนุกสนานเพลิดเพลินที่จะทำให้เราหลงลืมความเหงาที่ผ่านเข้ามาอย่างแน่แท้ แต่ก็มีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นภายในใจ “ลองอยู่กับความเหงาเถอะ อย่าได้หลบหลีกมันอีกเลย มันมีอยู่ในตัวเรา” ใจก็เริ่มลังเล สุดท้ายจึงตัดสินใจว่าจะลองจับเข่านั่งพูดคุยกับความเหงาดูสักครั้ง จะได้รู้ว่าความเหงานั้นน่ากลัวอย่างที่คิดไว้หรือเปล่า

ความเหงาที่เกิดขึ้นอาจจะดูคล้ายกับว่า เรากำลังอ่อนแอ หรือเปราะบางภายในใจ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด เพราะเราก็สามารถเหงาเศร้า อ่อนแอและเปราะบางได้อยู่ตลอดเวลา เพียงแต่เราหลบเลี่ยงที่จะสัมผัส รับรู้ว่ามันมีอยู่เท่านั้นเอง แต่หากว่าเราลองเข้ามาสัมผัสใกล้ชิดกับความเหงา ความเหงานั้นกลับถูกเติมเต็มด้วยความใส่ใจ ไม่ว่างโหวง แต่เต็มอิ่มอยู่ในใจ ความเหงาเศร้าก็จะจางคลายลงด้วยตัวของมันเอง

ก็คงต้องยอมรับตามตรงว่า กลัวความเหงา ความเศร้า ไม่อยากอยู่คนเดียว เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าตัวเองว่าง ก็มักจะหาอะไรบางอย่างทำอยู่ตลอดเวลา เพื่อจะได้ไม่ต้องพบเจอหรือสัมผัสถึงความรู้สึกเหงา และอยู่อย่างโดดเดี่ยว กิจกรรมต่างๆ ที่สรรหาขึ้นมาทำ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง จัดเก็บห้อง ไปพบเจอเพื่อนฝูง หรือแม้แต่ท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ สิ่งเหล่านี้มักเป็นตัวที่ช่วยลบเลือนความเหงาในใจให้จางคลายลง แต่ก็คงต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า ที่จริงแล้วเราหนีไม่พ้นความเหงาเศร้าและความรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดายนี้เลย อาจเป็นเพราะมนุษย์มีเมล็ดพันธุ์แห่งความเหงาเศร้านี้อยู่ในตัวอยู่แล้ว และมันก็พร้อมจะโผล่ปรากฏออกมาทุกเมื่อ เพียงแต่ว่าเมื่อใดที่มันแค่แง้มบานประตู เราก็พร้อมจะปิดประตูลงแรงๆ อย่างรวดเร็ว อีกทั้งล็อกประตูอย่างแน่นหนา แล้ววันหนึ่งเสียงแห่งความเหงาเศร้า ก็จะมาเคาะประตูเรียก เคาะดังขึ้นๆ ถี่ขึ้นๆ คงขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกจะรับฟังเสียงเคาะเรียกนั้นและเปิดประตูต้อนรับมันหรือเปล่าเท่านั้นเอง

หากจะอ้างว่าการดำเนินชีวิตกลางกรุง ทำให้เราเกิดความเหงาโดดเดี่ยวภายในเช่นนี้ ก็ฟังดูคล้ายจะโทษความขุ่นมัวสิ่งที่ไม่ดีไปให้กับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในเมืองหลวงไปเสียหมด จริงอยู่ที่การเป็นอยู่แบบตัวใครตัวมัน ไม่มีใครใส่ใจใคร การอยู่กับตัวเองมากเกินไปจนกลายเป็นเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง และวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้เรามองไม่เห็นความเชื่อมโยงระหว่างเรากับผู้อื่นและสรรพสิ่ง แต่นี่อาจเป็นเพียงสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความเหงาขึ้นภายในใจของผู้ในกลางเมืองใหญ่เท่านั้น และมีเหตุของความเหงาอีกมากมายที่แตกต่างกันออกไปของแต่ละคน อกหัก พลัดพรากจากคนที่เรารัก การสูญเสียบางอย่างไป การเปลี่ยนจากสถานที่เดิมไปยังอีกแห่ง หรือสถานการณ์เดิมไปสู่อีกสถานการณ์หนึ่ง การไม่ได้อยู่ในสถานที่หรืออยู่กับคนที่เราคุ้นเคย บรรยากาศ สิ่งรายล้อมล้วนส่งผล กระตุ้นต่อมความเหงา ปลุกเมล็ดพันธุ์แห่งความเศร้าที่มีอยู่ในตัวเราให้ลุกขึ้นมาทำงานอยู่เสมอ

แม้กระทั่งความรู้สึกเหงาเศร้าจากการที่เราต้องการการดูแลเอาใจใส่ การรับฟังจากคนบางคน แต่เราเองก็ไม่กล้าร้องขอการดูแลและการรับฟังนั้น ไม่ว่าจะด้วยการที่เราปิดกั้น ไม่ไว้วางใจ หรือขาดพื้นที่ในการพูดคุย สุดท้ายลึกๆ เราต่างโหยหาความสัมพันธ์ แต่ไม่รู้ว่าจะสร้างหรืออยู่กับความสัมพันธ์นั้นอย่างไร และยิ่งรู้สึกเหงาเพิ่มขึ้นอีกทบทวีเมื่อพบว่าไม่มีใครสนใจรับรู้ว่าเรากำลังเหงาอยู่ อยากให้คนอื่นรับรู้ว่าเรากำลังเหงา แต่เราก็ไม่บอกเล่าถึงความเหงาของเราออกไป เป็นการเรียกร้องที่ไม่เปล่งเสียง โหยหาแต่ก็ไม่เอื้อมมือออกมาไขว่คว้า คาดหวังเพียงใครสักคนจะผ่านเข้ามารับรู้ถึงความเหงาของเราได้เอง สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้ความเหงาที่เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์กลายเป็นความเจ็บปวดของความเหงา

ทุกคนเกิดมาล้วนมีวิถีชีวิตเป็นของตัวเอง มีประสบการณ์อันลึกซึ้งในการดำรงชีวิตของเรา มีความรู้สึก มีทุกข์สุข ความเจ็บปวดต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนอื่นไม่อาจจะมารับรู้ร่วมกับเราได้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะทำให้คนอื่นได้เข้ามาร่วมรับรู้ถึงประสบการณ์ความรู้สึกภายในใจของเรา ทั้งที่มันเป็นเรื่องที่ยากเหลือเกิน ถึงแม้เราจะบอกเล่าแบ่งปันสิ่งเหล่านั้นออกไปให้คนอื่นได้ร่วมรับรู้ แต่มันเป็นเพียงการบอกให้ผู้อื่นได้รับทราบเท่านั้น หลายๆครั้งที่เราพบเจอกับคนที่มีประสบการณ์ร่วมหรือคล้ายกันกับเรา แล้วเราก็พบว่ามีบางส่วนเท่านั้นที่คล้ายคลึงกับเรา แต่ไม่ใช่ทั้งหมด มันจึงเป็นเรื่องเหงาๆ ที่น่าเศร้าเหลือเกิน ที่เราไม่อาจเรียกร้องใครให้เข้าใจเราได้แม้กระทั่งคนเดียว

ในความโดดเดี่ยว ชีวิตของเราก็ต้องดำเนินอยู่บนเส้นทางที่ต้องเป็นไปของเราแต่ละคน เบื้องหลังชีวิตไร้ซึ่งสิ่งที่เราจะเกาะเกี่ยวหรือพึ่งพิงได้ เราไม่สามารถยึดใครหรือสิ่งใดได้เลยในโลกนี้ แม้แต่พ่อแม่ คนรัก ลูก ถึงจะมีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กันระหว่างเรากับผู้คนเหล่านี้ แต่ท้ายที่สุดทุกคนต่างต้องมีวิถีที่ดำเนินไปของตัวเอง ทางพุทธศาสนาจึงสอนให้เรายึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง แต่สิ่งเหล่านี้ช่างเป็นนามธรรม ไม่อาจจับต้องและยากที่จะเข้าถึงได้เสียยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เราจึงยิ่งรู้สึกเหงาเศร้าและอ้างว้าง หรือแท้ที่จริง... ความเหงาเศร้านี่ อาจเป็นสิ่งธรรมดาของชีวิต เพียงแต่เราหวาดกลัวที่จะรับรู้ว่า ชีวิตเดียวดายและไร้ที่ยึดเกี่ยวเช่นนี้ก็เป็นไปได้

หากลองปล่อยให้ความเหงาเศร้าได้ออกจากห้องที่เราปิดซุกซ่อนมันไว้บ้าง ให้ชีวิตได้เต้นรำคู่กับความโดดเดี่ยวดายเดียวในบางครา เราอาจพบว่าเมื่อความเหงาได้ผ่านมาในหัวใจ มันไม่ได้เจ็บปวด น่ากลัวแต่อย่างใด มันมาเพียงเพื่อผ่านไป และอาจจะย้อนกลับมาเยือนใหม่ได้เสมอเฉกเช่นทุกความรู้สึก ทุกประสบการณ์ ทุกคนและทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราก็เป็นได้

แต่นั่นไม่ได้ความหมายว่า เมื่อเกิดความเหงาแล้วเราจะจัดการลบมันไปอย่างง่ายดายด้วยการไปทำอย่างอื่นแทน อย่าให้ความเหงาเป็นเพียงแค่ความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้น หากลองดื่มด่ำรับรู้ถึงรสชาติของความเหงาและเรียนรู้กับวาระแห่งความเศร้าที่เข้ามาและผ่านไปนั้น ปล่อยให้เสียงแห่งความเหงาได้เอื้อนเอ่ยบอกความนัยแห่งชีวิตเมื่อยามชีวิตผ่านในความเหงา ดีใจนะที่ได้พบเจอกัน ... ความเหงา

1 Comment:

  1. Unknown said...
    ช่วงไตรมาสที่สองของปีนี้ ความเหงาก็ได้เข้ามาทักทาย เข้ามาเยือน อยู่บ่อยๆ
    คงเพราะว่าช่วงนั้นใช้ชีวิตอยู่ในห้องที่มีขนาด 35 ตารางเมตรคนเดียวบ่อยๆ นานๆ หลายๆ วัน

    เป็นความรู้สึกที่...%&@_*$@ มาก รู้สึกว่าไม่มีใคร เหมือนอยู่ตัวคนเดียว ไม่รู้จะโทรไปหาใคร ไปเล่าให้ใครฟังว่าในใจผมมันเกิดอะไรขึ้น

    แรกๆ ก็หาเรื่องออกไปข้างนอกบ่อยๆ ไปดูหนัง ไปเดินเล่น ว่ายน้ำบ้าง เช็ดถูห้องนอนบ้าง...แต่พอเสร็จกิจเมื่อไหร่ ความเหงาก็กลับมาอีก เด็กน้อยในใจก็ทั้งเตะทั้งถีบประตูจะออกมาให้ได้

    จนมีอยู่วันนึงทั้งความเหงาทั้งเด็กน้อยก็พังประตูออกมา อืม...เหมือนอย่างที่บอกเลยครับ เมื่อมันออกมาแล้วก็...โอ...นี่สินะ ความเหงา นี่สินะ เด็กน้อยคนนึงที่ผมขังเขาไว้เสียนาน ยินดีที่ได้รู้จัก โทษทีนะที่ขังไว้ อึดอัดมั้ย

    และเมื่อทั้งคู่ออกมาข้างนอกได้สักพัก ก็หมดแรง...และกลับเข้าไปพักผ่อน

    ...

    ขอบคุณที่แบ่งปันประสบการณ์ให้ฟังนะครับ :)
    เป็นเรื่องราวที่โดนที่สุดอีกเรื่องหนึ่งเลย

Post a Comment



Newer Post Older Post Home